CSCD Articles
- Details
- Written by: Administrator
- Category: เรื่องเล่างานวิจัย
- Hits: 1
สันติภาพ คุณภาพชีวิตดี เศรษฐกิจดี กระจายอำนาจรวมถึงความยุติธรรม สิ่งเหล่านี้อาจเป็นภาพความหวังของใครหลาย ๆ คน แล้วอะไรที่จะทำให้ความฝันนั้นเดินหน้าสู่อนาคตในอีก 10 ข้างหน้า นี่คือโจทย์ที่รายการฟังเสียงประเทศไทย ออกเดินทางไปรับฟังความคิดเห็นของประชาชนกันที่พื้นที่ชายแดนใต้ ซึ่งมีข้อท้าทายจากสถานการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นแต่ขณะเดียวกันในพื้นที่ก็มีศักยภาพสูงในหลายด้าน ทั้งด้านทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลและชายฝั่งที่สมบูรณ์เป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ มีต้นทุนที่ตั้งเหมาะสมและสามารถพัฒนาสินค้าฮาลาล และที่สำคัญมีทุนทางสังคมวัฒนธรรมที่เข้มแข็ง แล้วอะไรเป็นโจทย์สำคัญของทิศทางกระบวนการพูดคุยสันติภาพ บรรยากาศทางการเมืองหลังจากนี้จะมีช่วยสร้างการมีส่วนร่วมของคนในพื้นที่ในการการผลักดันเพื่อให้เกิดการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นเพื่อแก้โจทย์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นได้อย่างไร ชวนอ่านรายละเอียดและร่วมโหวตภาพฉากทัศน์อนาคตประเทศไทย (คลิกที่นี่) ทุกท่านมาร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลกันอย่างรอบด้าน ร่วมกันคิด ช่วยกันมองภาพอนาคตชายแดนใต้ ในปีอีก 10 ปีข้างหน้าที่ทุกคนอยากให้เป็น ในรายการฟังเสียงประเทศไทย ตอน ฟังเสียงประชาชนเลือกอนาคตชายแดนใต้ วันเสาร์ที่ 13 พฤษภาคม 256ุ6 เวลา 17.30 - 18.00 น. ทางไทยพีบีเอส หรือรับชมทีวีออนไลน์ทาง www.thaipbs.or.th/live
ที่มา Thai PBS



- Details
- Written by: Administrator
- Category: เรื่องเล่างานวิจัย
- Hits: 1
เลือกตั้ง66 : จับสัญญาณเลือกตั้งชายแดนใต้
ที่มา https://thecitizen.plus/node/78889
สนามเลือกตั้งสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ปัตตานี-ยะลา-นราธิวาส ที่ถูกโอบล้อมด้วยกฎหมายพิเศษจากสถานการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นมายาวนาน เป็นพื้นที่ที่นโยบายความมั่นคงแทรกผ่านวิถีชีวิตของผู้คน ทำให้ประชาชนในพื้นที่มีความตื่นตัวทางการเมืองสูง รวมถึงกระแสการแก้ปัญหาในแนวทางสันติภาพหรือการพูดคุยสันติภาพ เป็นข้อท้าทายสำคัญที่จะทำอย่างไร ให้มีความก้าวหน้ามากกว่าเดิม เเน่นอนว่าสมรภูมิการเมืองที่ปลายด้ามขวานตอนนี้ดุเดือดไม่แพ้พื้นทีอื่นในภาคใต้
จากการสำรวจจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ปี 66ในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ (จ.ปัตตานี, จ.ยะลา, จ.นราธิวาส, 4 อำเภอ จ.สงขลา) มีจำนวนรวม 1,694,343 คน แต่จำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งรายใหม่รวม 194,633 ฅน มีสส.จำนวน 15 คนได้แก่ จ.ปัตตานี 5 คน จ.ยะลา 3 คน จ.นราธิวาส 5 คนและ 4 อำเภอ จ.สงขลา เขต7, เขต8 2 คน (ข้อมูล : สถิติประชากรทางการทะเบียนราษฎร สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครองข้อมูลแยกตามจำนวนประชากรที่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน เดือนกุมภาพันธ์ 2566)
การเลือกตั้ง66 ที่จะมาถึงนี้ ทีมงานเเลต๊ะเเลใต้ พูดคุยกับ ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ถึงบรรยากาศเลือกตั้งชายแดนใต้

การเลือกตั้งรอบนี้ประชาชนตื่นตัวมากแค่ไหน ?
ภาพรวมทั่วประเทศในรอบนี้ประชาชนตื่นตัวทางการเมืองสูงมาก เพราะเป็นเวลา 8 ปีแล้วที่การปกครองภายใต้คณะรัฐประหารนำไปสู่การสืบทอดอำนาจยิงยาวของรัฐบาลปัจจุบัน ความผิดหวัง ความผิดพลาดในการบริหารงานของรัฐบาลปัจจุบันที่ทำหลายอย่างเกิดความผิดพลาด กระแสของการความไม่พอใจมีมาอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลา 3 – 4 ปีที่ผ่านมา กระแสการเรียกร้องหรือว่าความไม่พอใจในด้านต่างๆ เยอะมาก ตั้งแต่หลังช่วงโควิดและหลังโควิด คลื่นของการเมืองสูง แล้วก็ต่อเนื่องหลายๆคลื่น
การสื่อสารเองก็ขยายตัวมากในช่วง 4 -5 ปีที่ผ่านมา ขยายตัวของพื้นที่การสื่อสารในโซเชียลมีเดียมันไปไกลมาก ลงสู่คนทุกระดับทุกรุ่นทุกวัย เพราะฉะนั้น กระแสของการเมืองลงไปเเบบละเอียดมากในคนทุกกลุ่มเป็นส่วนใหญ่ ทำให้ความรู้สึกอยากจะมีส่วนร่วมในทางการเมืองจะสูง ส่วนของพรรคการเมืองหรือว่านักการเมืองที่ต่อสู้ ตอนนี้แบ่งขั้วกันยังเห็นภาพชัดในภาพใหญ่ ทั้งฝ่ายสนับสนุนรัฐบาลหรือคณะผู้มีอำนาจเก่าฝ่ายอนุรักษ์นิยม กับฝ่ายประชาธิปไตยหรือฝ่ายที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลง
แต่ความซับซ้อนยิ่งเกิดขึ้น ภายในแต่ละฝ่ายมีการแย่งชิงกัน เช่นพรรคที่เป็นรัฐบาลปัจจุบันภายในเองก็ต่อสู้กันเอง ไม่ว่าจะเป็นพรรคพลังประชารัฐ พรรครวมใจสร้างชาติ พรรคภูมิใจไทย เเละพรรคประชาธิปัตย์ ทุกพรรคก็ต่างวิ่งแย่งชิงกันเองสูง มั่นใจว่าตัวเองกลับมา อันนี้ก็จะเป็นการต่อสู้ภายใน หรือแม้พรรคฝ่ายค้านปัจจุบันสนับสนุนแนวทางประชาธิปไตย อย่างพรรคเพื่อไทยมีความได้เปรียบอยู่กระแสขาขึ้น แต่ขณะเดียวกันพรรคก้าวไกลเองก็ดีดตัวขึ้นมาพยายามที่จะแย่งชิงในพื้นที่ การต่อสู้แข่งขันกันเองเเบบนี้ ก็กระตุ้นความสนใจของประชาชน แล้วก็กระตุ้นการมีส่วนร่วมสูงมาก
นิวโหวตเตอร์คลื่นลูกใหญ่มีผลต่อการเลือกตั้ง ?
ผมคิดว่า 8 ปี จำนวนนิวโหวตเตอร์ หลายล้านคนของพื้นที่ทั้งหมดของการลงคะแนนเสียงอาจจะประมาณสักหนึ่งใน 3 นิวโหวตเตอร์ มีความแอคทีฟเรื่องของการมีส่วนร่วมสูง เเน่นอนว่าพวกเขาจะเข้าร่วมโหวตลงคะแนนเสียง ส่วนคนรุ่นเก่า รุ่นกลาง หรือคนสูงวัย การโหวตหรือไม่โหวตมันยังไม่แน่นอนว่าเขาจะมาร่วมโหวตมากน้อยขนาดไหน แต่นิวโหวตเตอร์ร้อยละ 80 เขามาแน่ๆซึ่งเป็นกลุ่มก้อนที่เข้มแข็งมากเเละมีหลากหลายกลุ่มที่ตื่นตัวสูง
เพราะฉะนั้นเป็นแฟคเตอร์ใหม่ๆที่จะทำให้เปลี่ยนผลของการเลือกตั้งได้ ฐานของการเลือกตั้งไม่ใช่เพียงแค่ฐานพื้นที่แง่ของทางภูมิศาสตร์ แต่เป็นฐานกลุ่มทางสังคมที่แยกย่อยออกไป
- หากดูจากข้อมูล เมื่อเปรียบเทียบในภาคใต้ จังหวัดที่มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งครั้งแรกที่มีสัดส่วนมากที่สุด อันดับ 1 ปัตตานี ร้อยละ 12.25 อันดับ 2 ยะลา ร้อยละ 11.53 อันดับ 3 นราธิวาส ร้อยละ 11.38 ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมดในแต่ละจังหวัด
- จังหวัดที่มีผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เจเนอเรชั่น Z ที่มีสัดส่วนมากที่สุด อันดับ 1 ปัตตานี ร้อยละ 19.59 อันดับ 2 ยะลา ร้อยละ 18.49 อันดับ 3 นราธิวาส ร้อยละ 18.34 ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมดในแต่ละจังหวัด
- จังหวัดที่มีผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เจเนอเรชั่น Y ที่มีสัดส่วนมากที่สุด อันดับ 1 นราธิวาส ร้อยละ 34.74 อันดับ 2 ปัตตานี ร้อยละ 34.22 อันดับ 3 ยะลา ร้อยละ 34.22 ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมดในแต่ละจังหวัด

ในสนามชายแดนใต้จุดแข็งอะไร ที่คนในชายแดนใต้มองหา ?
ในพื้นที่ภาคใต้หลายพื้นที่มีการแข่งขันกันอย่างเข้มข้น คะแนนเสียงที่มาเเรงในตอนนี้ ก็คือพรรคประชาชาติ ที่ได้ที่นั่งประมาณครึ่งหนึ่งของที่นั่งทั้งหมดของสส.ในชายเเดนใต้ในครั้งที่แล้ว ทางพรรคประชาชาติค่อนข้างจะมั่นใจ ว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะได้ที่นั่งมากกว่าเดิม อาจมีความเป็นไปได้มากเหมือนกัน เพราะในแง่ของฐานเดิมของพรรคประชาชาติ ชูเรื่องส่งเสริมวัฒนธรรมมลายู ประเด็นที่ถูกเน้นของพรรคประชาชาติเองก็เป็นประเด็นที่เน้นในเรื่องของอัตลักษณ์ ชาตินิยมความเป็นคนมลายู ซึ่งเป็นจุดที่แข็งอยู่แล้ว อีกด้านนึงพยายามเสนอแนวทางเรื่องของประชาธิปไตย และการมีส่วนร่วมสูงขึ้น ผมคิดว่าน่าจะมีผลในการดึงคะแนนเสียงจากประชาชนได้จำนวนมากในพื้นที่ได้
ส่วนพรรคอื่นๆ อย่างพรรคพลังประชารัฐ พรรคภูมิใจไทยหรือแม้แต่พรรครวมใจสร้างชาติ ก็พยายามเบียดแย่งชิงขึ้นมา พรรคประชาธิปัตย์ ก็พยายามที่จะเรียกคืนนะสถานภาพเดิมของตัวเองที่เคยมีเสียงจำนวนไม่น้อยในพื้นที่ แต่เข้าใจว่าฐานเดิมของพรรคประชาชาติน่าจะได้เปรียบมากกว่า ถ้าดูจาก สส. เก่าส่วนใหญ่ยังอยู่ เชื่อว่าไม่มีผลอะไรในเรื่องของฐานการเมืองเดิม ระบบหัวคะแนนเขาก็ยังมีความมั่นใจอยู่ แต่ยังมีข้อท้าทายคือเขตเลือกตั้งใหม่ประมาณ 2 เขต น่าจะเป็นจุดที่แย่งชิงกัน
กระแสในเรื่องของการแก้ปัญหาโดยแนวทางสันติภาพหรือการพูดคุยสันติภาพ เป็นวาระหลักในการแก้ไขปัญหา จะทำอย่างไรจะให้มีความก้าวหน้ามากกว่าเดิม มีผลเป็นรูปธรรม ทำอย่างไรถึงจะแก้ปัญหาที่เป็นตัวประเด็นหลักของเรื่อง เขาเรียกว่าประเด็นสารัตถะ เพื่อแสวงหาทางออกจากความขัดแย้ง ของการพูดคุยสันติภาพ เช่นเรื่องของการหยุดยิง ยุติความรุนแรง กฎอัยการ เราจะเป็นพรก. ฉุกเฉินจะแก้ยังไง ใช่ มีประเด็นเรื่อง Public Consultation ในกระบวนการสันติภาพ การพูดคุยกับประชาชนในพื้นที่ โดยฝ่ายที่ขัดแย้งกัน การเปิดเวทีการพูดคุยกันสานเสวนาระดับพื้นที่ ก็จะมากขึ้น ผ่านกระบวนการสันติภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำเสนอประเด็นเรื่องของการหาทางออก การกระจายอำนาจ รูปแบบปกครองแบบใหม่ที่จะเอามาแก้ปัญหาความขัดแย้ง
ส่วนภาคใต้ตอนบนหรือว่าภาคใต้โดยทั่วไปก็จะมีประเด็นเรื่องแนวทางการพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติ การจัดการสภาพแวดล้อมการท่องเที่ยว แนวทางการพัฒนาแบบแบบพึ่งตัวเองแบบยั่งยืน กระแสพวกนี้ก็จะเข้ามามากขึ้นเรื่อยๆ
มองรัฐบาลใหม่หลังเลือกตั้ง กระบวนการสันติภาพจะเป็นอย่างไร ?
ทุกวันนี้ทิศทางมันก็ไปในทางไปในทางดีขึ้น การหนุนเสริมจากแนวนโยบายของรัฐบาลของมาเลเซียซึ่งเป็นใกล้ชิดกับปัญหามาก แล้วก็พยายามผลักดัน ในส่วนนี้ในส่วนของจากจากมาเลเซีย จากผู้อำนวยความสะดวกของมาเลเซียที่เข้ามาช่วยเยอะมากในตอนหลังมีข้อตกลงเงื่อนไขต่างๆมีการวางโรดแมปมีการกำหนดแนวทางปฏิบัติชัดเจนขึ้น ว่าจะแก้ไขปัญหายังไง ร่วมมือกันยังไง

ผมเข้าใจว่ารัฐบาลใหม่ที่จะเกิดขึ้นหลังการเลือกตั้ง มาจะมีส่วนผลักดันให้กระบวนการสันติภาพไปข้างหน้ามากขึ้น ปลดล็อคลดเงื่อนไขหลายอย่างที่ก่อให้เกิดจากความขัดแย้ง ความรุนแรงที่เกิดขึ้นโดยผ่านกระบวนการสันติภาพ ไม่ใช่การใช้ความรุนแรง หรือว่าการละเมิดสิทธิมนุษยชน ซึ่งเป็นประเด็นที่ประชาชนยอมรับไม่ได้ อันนี้มันจะเปลี่ยนไป ส่วนแนวทางการเมืองก็จะชัดมากขึ้นในการแก้ปัญหา
หากว่าเป็นรัฐบาลที่พรรคฝ่ายประชาธิปไตยเช่นพรรคเพื่อไทย มองว่าการจัดการเรื่องกระบวนการสันติภาพจะดีขึ้นดีขึ้น เพราะว่าเคยจัดการมาก่อนในช่วงก่อนหน้านี้ ก็น่าจะสานได้เเข็งเเรงมากขึ้นได้

การเลือกตั้งรอบนี้ จะไปไกลถึงการเมือง “สังคมล้อมรัฐ” ?
ตัวแปรที่สำคัญคือแรงกดดันจากประชาชน เพราะการตื่นตัวของคนข้างล่างก็จะมีความเข้มแข็งมากขึ้น สามารถแปลงไปสู่พลังในทางการเมืองในระบบตัวแทน องค์กรภาคประชาสังคม องค์กรอิสระต่างๆจะแตกตัว เป็นพลังที่เข้มแข็งมาก
ผมเชื่อว่าเราจะอยู่ในภาวะการเมืองแบบ”สังคมล้อมรัฐ” จะอยู่ภายใต้การตรวจสอบและควบคุมมากขึ้น ตรงนี้จะนำไปสู่การคลี่คลายปัญหาหลายอย่างที่เกิดขึ้น ถึงแม้ว่าจะไม่สามารถแก้ปัญหาได้ทั้งหมด แต่ว่ามันความคลี่คลายมากขึ้นในหลายประเด็น
เชื่อว่าผลการเลือกตั้งคราวนี้ มันจะเป็นจุดเปลี่ยนเหมือนกัน จุดเปลี่ยนที่ว่า…ก็มีคำถามที่ตั้งว่า “เสียงของฝ่ายสนับสนุนประชาธิปไตยจะมั่นใจว่าน่าจะชนะได้ในแง่ของจำนวน แต่ว่าจะพอเพียงจะไปเปลี่ยนแปลงทำให้เกิดรัฐบาลได้หรือไม่ การคาดการณ์ผลในระบบปกติที่ชนะแล้วได้เลย มันไม่ใช่แบบนั้น”
เพราะยังมีหลายปมเงื่อนที่ท้าทายอยู่ ว่าจะเอาชนะต้องรวมกันแล้วต้องมากกว่า 300 เสียงขึ้นไป จะรวมไปถึงหรือไม่ ? ที่จะเอาชนะฝ่ายรัฐบาลเดิม เเน่นอนมีปมที่ท้าทายอยู่มาก ซึ่งสิ่งเหล่านี้เองเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้มีกระแสการตื่นตัวของประชาชนที่จับตาสูง
ผมคิดว่ารัฐบาลจากการเลือกตั้งคราวนี้ จะอยู่ภายใต้กระแสของประชาธิปไตย เเละระบบการเมืองเเบบเปิดมากขึ้น การกระจายอำนาจ การเคารพสิทธิเสรีภาพ เเละความเสมอภาค จะสูงขึ้น ปัจจัยเหล่านี้จะแข็งเเรงมากขึ้น เเละเป็นตัวแปรหลักไม่ว่าใครก็ตามที่เข้ามา จะต้องอยู่ภายใต้กระแสอันนี้แฟคเตอร์นี้ ถ้าเป็นรัฐบาลประชาธิปไตยกระแสการมีส่วนร่วม กระแสการกระจายอำนาจ ความโปร่งใส ความพยายามในการแก้ไขจุดอ่อนของโครงสร้างเดิมที่มีอยู่ กฎหมาย รัฐธรรมนูญ จะมีผลมากในแง่ของนโยบายทางการเมือง
- Details
- Written by: Administrator
- Category: เรื่องเล่างานวิจัย
- Hits: 1
หลังการเลือกตั้งอยากเห็นประเทศเป็นอย่างไร?
ชวนควังเสียง "คนใต้" กับความคาดหวังที่จะเห็นทิศทางการพัฒนาประเทศไทยหลังเลือกตั้ง
ที่มา แลต๊ะแลใต้
- Details
- Written by: Administrator
- Category: เรื่องเล่างานวิจัย
- Hits: 1
รายงานการวิจัยนี้ www.voicetv.co.th/read/-HnlKNGsM จะอธิบายการเมืองยุคหลังปี 2562 ที่ทำให้อำนาจของตระกูลการเมืองสามารถฟื้นคืนขึ้นมาได้ มรดกทางการเมืองแบบอัตตาธิปไตยและปฏิกิริยาตอบสนองต่อความมั่นคงทำให้เกิดตาข่ายใหม่ของระบบอุปถัมภ์ต่อตระกูลการเมือง
ความสัมพันธ์ระหว่างผู้อุปถัมภ์และลูกน้องถูกออกแบบมาเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตระกูลการเมือง เส้นทางความสัมพันธ์ที่เกิดจากอดีตมากำหนดปัจจุบันทำให้ตระกูลการเมืองเหล่านี้ได้ประโยชน์ตอบแทน ทำให้พวกเขาประสบความสำเร็จในเชิงกลยุทธ์คือ มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของชนชั้นนำ รวมทั้งการใช้วิธีบีบบังคับ การใช้ต้นทุนที่มีอยู่แล้ว การติดต่อสัมพันธ์กับกลุ่มอื่นและการยอมเข้าเป็นพวกกับฝ่ายทหาร กลยุทธ์เหล่านี้ถูกใช้ได้ผลในอดีต
รายงานกรณีศึกษาทั้งหมดประกอบด้วยสี่จังหวัด คือเชียงใหม่ พิษณุโลก สุโขทัยและปัตตานี แต่ในรายงานฉบับนี้จะสรุปให้เห็นเพียงแค่กรณีจังหวัดเชียงใหม่และปัตตานีเท่านั้น
รายงานวิจัยโดย :
พอล แชมเบอร์ สถานประชาคมอาเซียนศึกษา มหาวิทยาลัยนเรศวร
ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
คัตสิยูกิ ทากาฮาชิ สถานประชาคมอาเซียนศึกษา มหาวิทยาลัยนเรศวร
สรุปความและเรียบเรียงโดย : ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี
อ่านต่อ : www.voicetv.co.th/read/-HnlKNGsM
ที่มา https://www.facebook.com/VoiceOnlineTH/photos/a.131804224847/10163638264419848/
- Details
- Written by: Administrator
- Category: เรื่องเล่างานวิจัย
- Hits: 1
การสำรวจความคิดเห็นประชาชนใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ ต่อสถานการณ์ความไม่สงบ และกระบวนการสันติภาพในจังหวัดชายแดนใต้
- Details
- Written by: Administrator
- Category: เรื่องเล่างานวิจัย
- Hits: 1
รายการ : มุ่งสู่ประชาธิปไตย ไปกับสถาบันพระปกเกล้า (วันพฤหัสบดีที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2564)
รับฟังการสัมภาษณ์ อ.ฟารีดา ปันจอร์ อาจารย์วิจัย สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
ประเด็น เสียงของผู้หญิงในภาคประชาสังคมจังหวัดชายแดนใต้
รับชมย้อนหลัง คลิ๊ก ที่นี่
ติดตามรับฟังได้ทาง
สถานีวิทยุ FM 87.5 MHz , Am 1071 KHz และ พร้อมทั้ง 14 เครือข่ายทั่วประเทศ ในเวลา 20.00 - 21.00 น.
ทางวิทยุรัฐสภาออนไลน์
http://tpchannel.org
ทาง Mobile Application : TPchannel
และทาง Facebook แฟนเพจ : วิทยุและโทรทัศน์รัฐสภา
และรับฟังย้อนหลังได้ทาง Youtube TP Channel และ KPI Channel
สามารถดาวน์โหลดแอพ TPchannel ฟรี ได้ที่ App Store สำหรับระบบ iOS และที่ Play Store สำหรับระบบ Android
- Details
- Written by: Administrator
- Category: เรื่องเล่างานวิจัย
- Hits: 1
เรื่องเล่าจากพื้นที่ ชวนอ่านบทความวิชาการ
"กระบวนการสันติภาพในปาตานี : จุดเปลี่ยนพลวัตของความขัดแย้งในชายแดนใต้"
โดย ดร.รุ่งรวี เฉลิมศรีภิญโญรัช และ ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี
บทความฉบับเต็ม : bit.ly/3V9mRJe
- Details
- Written by: Administrator
- Category: เรื่องเล่างานวิจัย
- Hits: 1
กลุ่ม MUSLIMITED ได้นำผลการศึกษาวิจัยบางส่วนไปประกอบการเขียนบทละครสั้นหรือหนังสั้น เพื่อเผยแพร่ต่อสาธารณะผ่านช่องทางออนไลน์ โดยมียอดผู้เข้าถึงคลิปดังกล่าวในช่วงระยะเวลา 3 เดือน ทางช่องทาง facebook มากกว่า 270,000 ครั้ง และทางช่องทาง YouTube มากกว่า 325,000 ครั้ง
โดย ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2564 ทางช่องทาง facebook มียอดผู้เข้าถึง จำนวนมากกว่า 270,000 คน ยอดรับชม จำนวน 150,000 ครั้ง ยอดผู้มีส่วนร่วมแสดงความรู้สึก เช่น กดถูกใจ กดรัก ฯลฯ จำนวน 9,469 คน มีผู้ร่วมแสดงความเห็น จำนวน 144 คน / ทางช่องทาง YouTube มียอดผู้เข้าถึง จำนวนมากกว่า 325,000 คน ยอดรับชม จำนวน 32,000 ครั้ง ยอดผู้มีส่วนร่วมกดถูกใจ จำนวน 700 คน มีผู้ร่วมแสดงความเห็น จำนวน 29 คน
โครงการวิจัย เรื่อง รูปแบบและการปรับตัวของการสื่อสารจากกลุ่มคนรุ่นใหม่และเยาวชนชายแดนใต้ในชุมชนเชิงกายภาพและชุมชนออนไลน์ภายใต้ภาวการณ์ระบาดของโควิด – 19 (Approaches and Adaptation of Communication among Deep South’s Youths/Young People in the Physical Community and Online Platforms amidst the Spreading of COVID-19)
หัวหน้าโครงการ ดร.ยาสมิน ซัตตาร์ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
นักวิจัยร่วม ดร.สมัชชา นิลปัทม์ คณะวิทยาการสื่อสาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
อิมรอน ซาเหาะ สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
ที่ปรึกษาโครงการ ดร.นพ.มูฮัมมัดฟาห์มี ตาเละ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
ผศ.ดร.วลักษณ์กมล จ่างกมล คณะวิทยาการสื่อสาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์




- Details
- Written by: Administrator
- Category: เรื่องเล่างานวิจัย
- Hits: 0
ชายแดนใต้/ปาตานี 2547-2564: ก้าวเข้าปีที่สิบเก้า สันติภาพจะเดินหน้าไปถึงไหนในปี 2565?
ความรุนแรงและสันติภาพจังหวัดชายแดนภาคใต้ปะทุเป็นจุดระเบิดในปี 2547 และต่อเนื่องมาถึงปัจจุบันในปี 2565 นับเป็นเวลา 18 ปีเต็ม ปีนี้ถือเป็นปีที่ 19 แล้ว ในระยะหลังดูเหมือนข่าวเกี่ยวกับเหตุกาณ์ที่ภาคใต้จะเบาลง อันที่จริงเหตุการณ์ก็ดูเหมือนจะลดลงจริง ๆ แต่ปัญหาก็ยังไม่หายไป ในพื้นที่เองแม้สถานการณ์จะดูสงบลงมากกว่าเดิมแล้ว การเกิดเหตุการณ์มากขึ้นในช่วงปี 2564 แสดงว่ายังมีสิ่งผิดปกติซ่อนเร้นอยู่ที่รอวันแตกระเบิดขึ้นมาถ้าไม่ทำความเข้าใจให้ดี ข้อเท็จจริงก็คือสถานการณ์ทั่วไปในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตั้งแต่ปี 2547-2564 มีเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งเกิดขึ้นทั้งหมดประมาณ 21,328 เหตุการณ์ ในเหตุการณ์ดังกล่าวมีผู้เสียชีวิตทั้งหมด 7,314 ราย บาดเจ็บจำนวน 13,584 ราย รวมผู้บาดเจ็บล้มตาย 20,898 ราย นับว่าเป็นพื้นที่ที่ความรุนแรงจากเหตุการณ์ความไม่สงบสูงที่สุดในประเทศไทยในรอบ 18 ปีที่ผ่านมา
โดยทั่วไปแล้ว แนวโน้มสถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ลดลงอย่างเป็นระบบนับตั้งแต่ปี 2556 อันเป็นปีที่เริ่มมีการพูดคุยสันติภาพและสถิติเหตุการณ์รายปีมีสภาพที่ความถี่ของการใช้ความรุนแรงลดลงอย่างต่อเนื่องมาถึงปี 2563 ในการนี้จำนวนผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บโดยทั่วไปก็ลดลงเช่นกัน แต่เป็นที่น่าสังเกตด้วยว่าเหตุการณ์ในปี 2564 กลับสูงขึ้นมากกว่าปี 2563 จาก 335 เหตุการณ์มาเป็น 481 เหตุการณ์ ปีที่แล้วจึงมีเหตุการณ์สูงขึ้นถึงร้อยละ 44 ซึ่งถือได้ว่าเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2556 ที่เหตุการณ์ความขัดแย้งในจังหวัดชายแดนภาคใต้ทั้งปีสูงขึ้นมากกว่าปีที่ผ่านมาก่อนหน้านั้น
ทิศทางเดียวกันนี้ยังมองเห็นได้จากสถิติผู้บาดเจ็บล้มตายในเหตุการณ์ข้างต้นที่เพิ่มสูงขึ้นเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2556 เป็นต้นมา กล่าวคือ ข้อมูลในปี 2564 พบว่ามีผู้บาดเจ็บล้มตายรวมทั้งสิ้น 303 ราย ซึ่งเพิ่มขึ้นจากในปี 2563 ที่มีอยู่ 277 ราย ถึงร้อยละ 9 ในจำนวนนี้มีผู้บาดเจ็บ 190 ราย และมีผู้เสียชีวิต 113 ราย
ลักษณะความแปรปรวนของสถานการณ์ในตอนนี้มีตัวบ่งชี้หรือสิ่งบอกเหตุมาก่อนหน้านั้น น่าสังเกตว่าในระยะหลัง ความถี่ของเหตุการณ์ความไม่สงบรายเดือนตั้งแต่ปี 2560-2564 มีสภาพคงที่และขึ้น ๆ ลง ๆ ในบางครั้งแสดงว่ามีสภาพอะไรบางอย่างในพื้นที่และปัญหาทางนโยบายที่แก้ไม่ตก แต่ในรอบสองปีที่ผ่านมาคือระหว่าง ปี 2563-2564 อาจเป็นจุดการแปรผันที่ชัดเจนมาก เห็นได้ชัดว่าปี 2564 เหตุการณ์รายเดือนมีระดับความถี่สูงมากกว่าปี 2563 แทบจะทุกเดือน
เหตุการณ์แทรกซ้อนที่สำคัญคือ ในปี 2563 เริ่มการแพร่ระบาดของโควิด 19 ทั่วประเทศและในพื้นที่จนทำให้มีมาตรการล็อกดาวน์ในพื้นที่โดยรัฐ ประกอบกับอีกปัจจัยหนึ่งคือขบวนการ BRN ได้ประกาศยุติความรุนแรงฝ่ายเดียวดังที่มีรายงานข่าวว่า ขบวนการแนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติ หรือ บีอาร์เอ็น (Barisan Revolusi Nasional - BRN) ออกแถลงการณ์หยุดกิจกรรมความเคลื่อนไหวทั้งหมดของกลุ่มลงชั่วคราว เพื่อเปิดทางให้ประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้เข้าถึงความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม และให้หน่วยงานด้านสาธารณสุขได้ปฏิบัติงานในช่วงที่เชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่กำลังแพร่ระบาด การที่เกิดสภาพดังกล่าวทำให้เหตุการณ์ความไม่สงบในปี 2563 ลดลงมาก แต่การปฏิบัติการ “บังคับใช้กฎหมาย” ของเจ้าหน้าที่ฝ่ายรัฐก็ยังคงดำเนินต่อไปเหมือนเดิม ซึ่งมีผลทำให้เกิดการปิดล้อมตรวจค้นและปฏิบัติการทางยุทธวิธีหลายจุด มีการวิสามัญฆาตกรรมหลายกรณีเกิดขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าว จากนั้นปฏิบัติการความรุนแรงทั้งสองฝ่ายเริ่มสูงขึ้นนับตั้งแต่ต้นปี 2564 ระดับความรุนแรงในแต่ละเดือนจึงสูงขึ้นทุกเดือนในปี 2564
กล่าวโดยภาพรวม เหตุการณ์ทั่วไปแม้จะลดลงแต่ความแปรปรวนของสถานการณ์ความไม่สงบยังคงมีอยู่ สถานการณ์จึงยังคงไม่แน่นอน ซับซ้อน และยังคงมีโอกาสเป็นไปได้ที่จะมีอัตราเร่งขยายตัวอีก อันส่งผลในทางจิตวิทยาการเมือง ดังจะเห็นได้จากประชาชนในพื้นที่จำนวนมากมองว่าสถานการณ์แย่ลงหรือเหมือนเดิม จากการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ (Peace Survey) ครั้งที่ 6 โดยเครือข่ายวิชาการ Peace Survey เมื่อเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2564 ก็ยังพบว่าประชาชนร้อยละ 60.8 คิดว่าสถานการณ์ยังคงเหมือนเดิมหรือแย่ลง
ในแง่ของสถานการณ์ความไม่สงบนั้น ยังมีอีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจสำหรับพลวัตที่เกิดขึ้นในปี 2564 นั่นก็คือแม้ว่าจำนวนเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งจะสูงขึ้น แต่เป้าหมายของการก่อเหตุความรุนแรงที่มีเป้าหมายต่อพลเรือนซึ่งไร้อาวุธลดลงอย่างเห็นได้ชัด ในปี 2563 นั้นพบว่าเป้าหมายการก่อเหตุที่เป็นพลเรือน 180 ราย คิดเป็นร้อยละ 65 ของจำนวนผู้บาดเจ็บล้มตาย แต่ในปี 2564 จะพบว่ามี 174 ราย คิดเป็นร้อยละ 52 ของจำนวนทั้งหมด ซึ่งสะท้อนว่าแม้เหตุการณ์จะเพิ่มขึ้น แต่แนวโน้มการก่อเหตุที่มีต่อพลเรือนก็ลดลงอย่างเห็นได้ชัด ในทางกลับกันสัดส่วนของเป้าหมายของผู้ที่ถืออาวุธก็เพิ่มสูงขึ้นไปด้วยในเวลาเดียวกัน
จากการมองภาพเหตุการณ์ดังกล่าว ประเด็นเชิงโครงสร้างที่จะต้องคิดต่อก็คือ รัฐบาลได้ดำเนินการอย่างไรเพื่อแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้เพื่อให้เกิดสันติภาพจริง ๆ ในที่นี้สิ่งที่น่าสนใจก็คือการกำหนดแนวทางยุทธศาสตร์ การวางแผนงบประมาณ และกำลังคนที่ทุ่มเททรัพยากรลงไปจำนวนมากเพื่อสร้างภาวะสงบสันติ แต่ประเด็นที่ชวนคิดก็คือคำถามที่ว่าตกลงแล้วสันติภาพคืออะไรกันแน่? ใช่การลดลงของเหตุการณ์ความรุนแรงหรือ? ใช่การพัฒนาเศรษฐกิจสังคม แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ สิทธิของประชาชน การสร้างความยุติธรรม และปัญหาเชิงวัฒนธรรมอัตลักษณ์หรือ? สันติภาพที่ว่านี้จะมาจากการเจรจาพูดคุยเพื่อแสวงหาทางออกจากความขัดแย้งโดยสันติวิธีด้วยหรือไม่? สิ่งที่จะต้องพิจารณาคือนโยบาย และทรัพยากรที่ทุ่มลงไปมากมายนั้นทำไปเพื่อความมั่นคง การพัฒนา หรือเพื่อสันติภาพ?
เมื่อดูให้ละเอียด งบประมาณรายจ่ายใน “แผนงานบูรณาการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้” ในปีงบประมาณ 2565 ตั้งไว้จำนวน 7,144,319,600 บาท เมื่อเปรียบเทียบกับงบประมาณปีที่ผ่านมาในปี 2564 อาจถือว่าลดลง เมื่อเทียบกับงบประมาณแผนงานบูรณาการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ตั้งแต่ปี 2561 เป็นต้นมาก็ถือได้ว่าลดลงมาโดยตลอด การลดลงของงบประมาณ และการลดลงของเหตุการณ์ความไม่สงบน่าจะเป็นสิ่งดีซึ่งรัฐต้องการจะแสดงภาพนี้ให้เห็น แต่ในความเป็นจริงแล้วอะไรเกิดขึ้น เมื่อหันมามองดูในภาพรวมแล้ว ถ้ารวมเอางบประมาณต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ในแผนงานอื่น ๆ ที่หน่วยราชการใช้ดำเนินการในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เราจะพบว่างบประมาณที่รวมทุกแผนงานที่เกี่ยวกับจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น ปีงบประมาณ 2565 กลับสูงเป็นจำนวนถึง 31,479,705,499 บาท
อันที่จริงแล้ว งบประมาณแผ่นดินที่ใช้ในการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ “ทั้งหมด” สูงโด่งเพิ่มขึ้นนับตั้งแต่ปี 2559 ในปีเดียวประมาณได้กว่า 3 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นปีหลังจากการก่อรัฐประหารของ คสช. เมื่อปี 2557 และงบประมาณสูงพรวดถึง 4 หมื่นล้านบาทในปี 2561 จนกระทั่งในปี 2565 ก็ยังสูงถึงประมาณ 3.1 หมื่นล้านบาท แม้จะลดลงแต่ก็ยังสูงมากกว่างบประมาณรายปีในแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ของรัฐบาลก่อนการรัฐประหาร
คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ได้ปรับโครงสร้างภายในให้มีกลไกทางนโยบายเพื่อแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้หลายๆอย่างนับตั้งแต่ปี 2557 โดยมีจุดเน้นคือสร้างเอกภาพ ประสิทธิภาพ บูรณาการ และการประสานสอดคล้องซึ่งดูเหมือนว่าจะดี แต่ซ่อนปัญหาอื่น ๆ ไว้มากมายที่แก้ไม่ได้ กล่าวโดยทั่วไป แผนงานและงบประมาณทั้งหมดทุกแผนงานที่เกี่ยวกับจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้ความสำคัญอย่างมากกับงานในด้านความมั่นคง งบประมาณส่วนมากจึงเทไปที่ กอ.รมน. ตำรวจ มหาดไทยและกลาโหม จุดเน้นคู่กันคือโครงการก่อสร้าง งบประมาณจำนวนมากจึงลงไปที่กรมโยธาธิการฯ กรมชลประทาน กรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบทซึ่งแต่ละหน่วยจะได้งบประมาณมากกว่าพันล้านบาท โดยเฉพาะกรมโยธาธิการฯ ได้ถึง 2,282 ล้าน
จุดสำคัญคืองบประมาณโดยรวมทุกแผนงานที่เกี่ยวกับจังหวัดชายแดนภาคใต้ในปี 2565 สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลให้ความสนใจด้านความมั่นคงมากเป็นอันดับหนึ่ง ตามมาด้วยงบประมาณในการก่อสร้าง ปัญหาที่ยิ่งน่าเป็นห่วงก็คืองบประมาณด้านความมั่นคงส่วนมากจะเป็นประเภท “งบรายจ่ายอื่น” ซึ่งยิ่งเป็นการเปิดกว้างให้มีการดำเนินการโดยไม่โปร่งใสมาก โดยที่การกระจายรายได้ การสร้างอาชีพ การพัฒนาท้องถิ่นและสวัสดิการสังคมแม้จะถูกกล่าวเอาไว้แต่สัดส่วนไม่มากและถูกละเลยจากยุทธศาสตร์ โครงสร้างแผนงานและงบประมาณแบบนี้ที่ให้ความสำคัญกับงานความมั่นคง การพัฒนาเพื่อความมั่นคงหรือการศึกษาเพื่อความมั่นคง ฯลฯ
ประเด็นที่ต้องขบคิดให้มากก็คือถึงที่สุดแล้ว เราต้องการสันติภาพเชิงลบหรือสันติภาพเชิงบวก? สันติภาพที่เน้นการทุ่มกำลังการควบคุมด้วยการทหารและการบังคับใช้กฎหมายพิเศษมากกว่าสร้างความยุติธรรม ไม่เน้นการเคารพสิทธิมนุษยชน ไม่ให้สิทธิของท้องถิ่น และไม่สามารถลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมเศรษฐกิจ ไม่ได้ทำให้การพูดคุยสันติภาพ/สันติสุขมีความก้าวหน้าอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งหมดนี้มีความหมายว่าแม้จะมีความรุนแรงลดลง แต่มีสภาพการเมืองและสังคมในเชิงลบ ทั้งหมดนี้ ความหมายก็คือยังไม่มีสันติภาพที่แท้จริงเกิดขึ้นในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เมื่อมุ่งสู่สันติภาพเชิงลบ ปัญหาก็จะกลับมาปะทุอีก การย้อนกลับมาของความรุนแรงที่เกิดขึ้นจึงเป็นสิ่งบอกเหตุที่จะต้องมีความระมัดระวังเป็นอย่างมาก
บทวิเคราะห์โดย ผู้ช่วยศาตราจารย์ ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี
อาจารย์ประจำสถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และผู้อำนวยการศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้













- Details
- Written by: Administrator
- Category: เรื่องเล่างานวิจัย
- Hits: 1
![]()
สถาบันสันติศึกษา เปิดรับสมัครผู้สนใจเข้าศึกษาต่อระดับปริญญาโท ประจำปีการศึกษา 2564 หลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาความขัดแย้งและสันติศึกษา หลักสูตรปรับปรุง 2564
จัดการเรียนการสอนแบบ Module
โดยคณาจารย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านความขัดแย้งและสันติศึกษา
เช่น Dr.Norbert Ropers, ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี เป็นต้น
**นักศึกษาเรียนดี มีทุนสนับสนุนการทำวิทยานิพนธ์**
![]()
สมัครวันนี้ ถึง วันที่ 15 เม.ย. 64 ออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ https://gradmis.psu.ac.th/admission/home.php
คู่มือการศึกษาประจำปีการศึกษา 2564 https://grad.psu.ac.th/.../news_admis/admisbookall64.pdf
![]()
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม งานบัณฑิตศึกษา สถาบันสันติศึกษา โทร. 074 28 9450 หรือ อีเมล์:

- Details
- Written by: Administrator
- Category: เรื่องเล่างานวิจัย
- Hits: 1
<จำนวนเหตุการณ์ไฟใต้ 2564 กระดกสูงขึ้น 44%>
ไฟใต้ที่ก้าวเข้าสู่ปีที่ 19 มีแนวโน้มที่น่าสนใจ สถิติจำนวนเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งในจังหวัดชายแดนภาคใต้ (3 จังหวัดและ 4 อำเภอของสงขลา) ในรอบปี 2564 พบว่ามีการเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้านั้น สวนกระแสแนวโน้มที่ลดลงอย่างต่อเนื่องในรอบ 8 ปี นับตั้งแต่ปี 2556 เป็นต้นมา (ในปีดังกล่าวคือจุดเริ่มต้นของการพูดคุยสันติภาพที่รับรู้กันในวงกว้าง) กล่าวได้ว่าจำนวนเหตุการณ์ในปี 2564 เพิ่มขึ้นถึง 44% เลยทีเดียว
ทั้งหมดนี้คือสถิติที่รวบรวมโดยศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ (Deep South Watch) ที่โดยภาพรวมแล้วมีจำนวนเหตุการณ์ 21,328 ครั้ง ในเหตุการณ์ดังกล่าวมีผู้เสียชีวิตทั้งหมด 7,314 ราย บาดเจ็บจำนวน 13,584 ราย รวมผู้บาดเจ็บล้มตาย 20,898 ราย นับว่าเป็นพื้นที่ที่ความรุนแรงจากเหตุการณ์ความไม่สงบสูงที่สุดในประเทศไทย ในรอบ 18 ปีที่ผ่านมา
ติดตามบทวิเคราะห์โดย ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี เร็วๆ นี้



